เฉินอวี้เหนียงไม่ชอบความเงียบในคืนนี้เลย
แม้เรือนจะเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆและกลิ่นอาหารที่ลอยอวลไปทั่วลานแต่ลึก ๆ ในใจของนางกลับรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างค้างคาอยู่ในอากาศ
"คิดมากไปเองกระมัง…"นางพึมพำกับตัวเองพลางจัดถ้วยชาบนโต๊ะไม้
ตั้งแต่เช้านางรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ตลอดเวลาแต่ทุกครั้งที่หันไปก็พบเพียงเงาไม้ไหวตามลม
"อวี้เหนียง แม่อยู่ไหน"เสียงเด็กหญิงดังขึ้นจากด้านหลัง
เฉินอวี้เหนียงหันไปยิ้มให้บุตรสาวเด็กน้อยวิ่งเข้ามากอดเอวแน่นอุ่น…และมีชีวิต
นางลูบศีรษะลูกเบา ๆไม่รู้เลยว่า ภาพนี้จะกลายเป็นความทรงจำสุดท้ายที่ชัดเจนที่สุดในชีวิต
"อย่าวิ่งซนใกล้ประตูนะ"นางเตือนตามปกติทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องพูดประโยคนี้
บิดาของนาง เฉินกั๋วกงนั่งสนทนากับญาติผู้ใหญ่ในเรือนโถงสีหน้าสุขุม แต่แววตาไม่ผ่อนคลาย
เขาเหลือบมองออกไปนอกเรือนเป็นระยะราวกับรอใครบางคนหรือกลัวใครบางคนจะมา
"สิบปีแล้ว…"เขาพึมพำเบา ๆ กับถ้วยสุราในมือคำพูดนั้นไม่มีใครได้ยินแต่ความหนักอึ้งกลับกดทับอยู่ในอก
กลางดึกลมเริ่มแรงขึ้นอย่างไร้สาเหตุโคมแดงหน้าประตูไหวแรงกว่าปกติเปลวไฟสั่นระริก
เฉินอวี้เหนียงหยุดมือหัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
ในชั่วขณะนั้นเองนางรู้สึกเหมือนเวลาชะงักลงเสียงรอบตัวเบาลงและความหนาวเย็นไหลผ่านปลายนิ้ว
นางไม่รู้ว่าในเงามืดของเรือนมีใครบางคนกำลังมองทุกการเคลื่อนไหวอยู่
และไม่รู้เลยว่าการหัวเราะ เสียงพูดคุย และแสงโคมในคืนนี้กำลังถูกนับถอยหลัง
เฉินอวี้เหนียงหันไปมองครอบครัวอีกครั้งเหมือนอยากจดจำทุกใบหน้าให้ชัดเจนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เพราะคืนที่ดูธรรมดาเช่นนี้กำลังจะกลายเป็นคืนที่ไม่มีใครในตระกูลเฉินได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย
